|
PART ONE: THE SCIENTIFIC MIRACLES OF THE QUR'AN
The Function of Mountains
อัลกุรอานได้กล่าวไว้เกี่ยวกับคุณสมบัติทางด้านธรณีวิทยาที่สำคัญของภูเขาดังซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ :
“และเราได้ทำให้เทือกเขามั่นคงในแผ่นดิน เพื่อมันจะมิได้เคลื่อนไหวภายใต้พวกเขา…”
(อัลกุรอาน 21:31)
 |
|
ภูเขามีรากฝังลึกลงไปในพื้นผิวดิน (Earth Press and Siever , p 413 ) |
 |
|
ภาพตัดของภูเขาแสดงให้เห็นถึงลักษณะเหมือนหมุดฝังลึกลงไปในพื้นดิน (Anatomy of the Earth , Cailleux , p 220) |
 |
|
ภาพแสดงว่าภูเขามีลักษณะเหมือนหมุด จากการที่รากฝังลึกลงไปในพื้นดิน ( Earth Science ,Tarbuck and Lutgens , p 158 ) |

ดังที่ปรากฏในอายะฮ์ข้างต้นว่า ภูเขามีหน้าที่ในการป้องกันการสั่นไหวของแผ่นดิน
ความรู้ทางธรณีวิทยาที่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีผู้ใดรู้ในขณะที่อัลกุรอานประทานลงมา
จากการค้นพบว่าภูเขาเกิดจากการเคลื่อนที่เข้าปะทะกันของแผ่นทวีปขนาดใหญ่ที่กลายเป็นผิวโลก แผ่นที่แข็งกว่าจะแทรกเข้าไปใต้อีกแผ่นหนึ่ง ชั้นที่อยู่ข้างบนจะมีการโค้งงอเกิดเป็นภูเขาขึ้น ชั้นที่อยู่ข้างใต้จะเป็นส่วนที่ลึกลงไปด้านล่าง นั่นหมายถึง จริงๆแล้วภูเขาที่เราเห็นว่าสูงตระหง่านเสียดฟ้านั้น มีส่วนที่ลึกลงไปใต้ดินพอๆกับส่วนที่เราเห็นบนผืนโลก
ข้อความทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายโครงสร้างของภูเขาไว้ดังนี้ :
ลักษณะที่ภูเขาฝังลึกลงไปในพื้นดินและยื่นขึ้นเหนือพื้นโลก ทำให้มีคุณสมบัติเหมือนหมุดที่ยึดผิวโลกเข้าไว้ด้วยกัน เปลือกโลกประกอบด้วยส่วนที่ยังคงมีการเคลื่อนตัวอย่างสม่ำเสมอ การยึดติดของภูเขานี้ช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของเปลือกโลก ซึ่งมีโครงสร้างที่เคลื่อนไหวได้

“แผ่นทวีปส่วนที่หนากว่าได้แก่ส่วนที่เป็นเทือกเขานั้น เปลือกโลกชั้นนอกฝังลึกลงไปในเปลือกโลกชั้นใน” 4
อัลกุรอานได้เปรียบเทียบหน้าที่ของภูเขาเหมือนกับตะปูหมุด ดังซูเราะฮ์อันนะบะอ :
“เรามิได้ทำให้แผ่นดินเป็นพื้นราบดอกหรือ และมิได้ให้เทือกเขาเป็นหลักตรึงไว้ดอกหรือ”
(อัลกุรอาน 78:6–7)
กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่าภูเขาจะยึดชั้นหินใต้เปลือกโลกเข้าไว้ด้วยกันโดยมีจุดยึดทั้งด้านบนและด้านล่างของผิวโลก ทำให้เปลือกโลกไม่ไหวเลื่อน อาจเปรียบได้ว่าภูเขาเหมือนตะปูที่ตรึงแผ่นไม้เข้าไว้ด้วยกัน
ลักษณะการยึดของภูเขาในทางวิชาการเรียกว่า “ดุลเสมอภาคของเปลือกโลก” (Isostasy) ซึ่งมีความหมายว่า :
“เปลือกโลกรักษาภาวะสมดุลได้ ด้วยการเคลื่อนไหวเป็นครั้งคราวของหินใต้เปลือกโลก” 5
หน้าที่สำคัญของภูเขาที่ค้นพบจากความรู้ด้านธรณีวิทยา ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า มีกล่าวไว้ในอัลกุรอานมาก่อนหน้าแล้ว ดังซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ.
“ และเราได้ทำให้เทือกเขามั่นคงในแผ่นดิน เพื่อมันจะมิได้หวั่นไหวไปกับพวกเขา
และเราได้ทำให้หุบเขาเป็นทางกว้างในแผ่นดินนั้น เพื่อว่าพวกเขาได้ใช้เป็นทางเดินอย่างถูกต้อง ”
(อัลกุรอาน 21:31)
The Movement of Mountains
จากอายะฮ์หนึ่งในซูเราะฮ์ อันนัม ทำให้เราได้รู้ว่า ภูเขาที่เราเห็นเหมือนว่ามิได้เคลื่อนไหวใดๆ แท้จริงแล้ว ภูเขานั้นเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
“และเจ้าจะเห็นขุนเขาทั้งหลาย เจ้าจะคิดว่ามันติดแน่นอยู่กับที่ แต่มันล่องลอยไป
เช่นการล่องลอยของเมฆ นั่นคือการงานของอัลลอฮ์ซึ่งพระองค์ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงตระหนักในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”
(อัลกุรอาน 27:88)
การเคลื่อนไหวของภูเขาเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกชั้นนอกที่อยู่เหนือเปลือกโลกชั้นในที่หนาแน่นกว่า
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อ อัลเฟรด เวเกเนอร์ (Alfred Wegener) เสนอสมมุติฐานเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ว่า ทวีปต่างๆนั้น แต่เดิมเป็นผืนเดียวกัน ต่อมาได้เคลื่อนตัวแยกออกจากกัน นักธรณีวิทยาเพิ่งเข้าใจและยอมรับทฤษฎีนี้ในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นเวลากว่า 50 ปี หลังจากที่เวเกเนอร์เสียชีวิตไปแล้ว เวเกเนอร์อธิบายไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในปี 1915 ว่า เมื่อประมาณ 500 ล้านปีก่อน พื้นโลกปัจจุบันซึ่งเป็นทวีปต่างๆ ยังเป็นผืนเดียวกัน อยู่บริเวณขั้วโลกใต้ เรียกว่า ปันเจีย (Pangaea)
ประมาณ 180 ล้านปีก่อน ปันเจียแยกออกเป็นสองส่วนและ เคลื่อนออกจากกัน ส่วนหนึ่งเรียกว่า กอนด์วานา (Gondwana) ประกอบด้วยทวีปแอฟริกา ออสเตรเลีย แอนตาร์กติกา และอินเดีย และอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า ลอเรเซีย (Laurasia) ประกอบด้วยทวีปยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชีย (ยกเว้นอินเดีย) อีก 150 ล้านปีต่อมา กอนด์วานาและลอเรเซียต่างก็แยกออกเป็นส่วนย่อยๆ
ทวีปต่างๆที่เกิดจากการแยกของปันเจียนั้น ปัจจุบันยังคงเคลื่อนตัวอยู่หลายเซ็นติเมตรต่อปีซึ่งทำให้สัดส่วนของผืนดินกับผืนน้ำบนโลกนี้เปลี่ยนไปด้วย
ต้นศตวรรษที่ 20 มีการศึกษาทางธรณีวิทยาและพบว่าการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเป็นดังนี้
 |
|
ภาพทางด้านซ้ายแสดงตำแหน่งของทวีปในอดีต ถ้าเราคาดเดาเอาว่าการเคลื่อนตัวของทวีปนั้น จะยังคงดำเนินไปในลักษณะนี้ ในอีกล้านปีข้างหน้า ตำแหน่งของมันจะอยู่ในลักษณะดังในภาพทางด้านขวา |
เปลือกโลกชั้นนอกกับส่วนบนสุดของเปลือกโลกชั้นใน ซึ่งหนาประมาณ 100 กิโลเมตร ถูกแบ่งออกเป็นส่วนเรียกว่า แผ่นทวีป (Plate) ประกอบด้วย 6 แผ่นทวีปใหญ่ และหลายแผ่นทวีปเล็ก ตามทฤษฎีการแปรโครงสร้าง แผ่นทวีปเหล่านี้จะเคลื่อนตัวจนทำให้ทวีปและพื้นมหาสมุทรเคลื่อนที่ไปด้วย การเคลื่อนตัวของทวีปวัดได้ประมาณ 1-5 เซนติเมตรต่อปี การเคลื่อนตัวของแผ่นทวีปนั้นทำให้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ เช่น มหาสมุทร แอตแลนติค จะกว้างออกเล็กน้อยในแต่ละปี 6
ประเด็นสำคัญมากที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ อัลลอฮ์ได้ตรัสเรื่องการเคลื่อนไหวของภูเขานี้ไว้ในอายะฮ์กุรอานแล้ว ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ใช้คำว่า การเลื่อนของทวีป (Continental Drift) เพื่อแสดงถึงการเคลื่อนไหวเหล่านั้น 7
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่านี่คือ ความมหัศจรรย์ประการหนึ่งของอัลกุรอาน ที่ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ
THE MIRACLE IN THE IRON
เหล็กเป็นธาตุหนึ่งที่อัลกุรอานกล่าวถึงไว้ในซูเราะฮ์ อัล ฮะดีด ซึ่งหมายถึงเหล็ก ความว่า
“...และเราได้ (ส่งลงมา) ให้มีเหล็กขึ้นมา เพราะในนั้นมีความแข็งแกร่งมาก
และมีประโยชน์มากหลายสำหรับมนุษย์...”
(อัลกุรอาน 57:25)
คำว่า “ส่งลงมา” ในที่นี้หากพิจารณาในเชิงอุปมาอุปมัยก็อาจหมายความว่า “ประทานลงมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษย์” แต่เมื่อเราพิจารณาความหมายตามตัวอักษร จะหมายถึง “วัตถุนั้นถูกส่งลงมาจากฟากฟ้าจริงๆ ” ซึ่งทำให้เราประจักษ์ว่าอายะฮ์นี้มีนัยแสดงความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง
นั่นก็เพราะว่าในปัจจุบันมีการค้นพบทางดาราศาสตร์ว่า เหล็กที่พบในโลกนั้นมาจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ในอวกาศ
โลหะหนักในจักรวาลกำเนิดจากนิวเคลียสของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งในระบบสุริยะของเราไม่มีโครงสร้างของสภาวะที่จะทำให้เหล็กเกิดขึ้นได้ โดยที่เหล็กจะเกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาดาวฤกษ์ที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มากที่มีอุณหภูมิสูงถึง 2-3 ร้อยล้านองศาเซลเซียส เมื่อเหล็กมีจำนวนมากขึ้น จนถึงระดับที่ดาวดวงนั้นรับไม่ไหว ดาวดวงนั้นก็จะระเบิดขึ้น เรียกว่า โนว่า (nova) หรือ ซุปเปอร์โนว่า (supernova) ซึ่งทำให้เกิดอุกกาบาตที่มีส่วนประกอบของเหล็กกระจายอยู่ในอวกาศ จนกระทั่งเข้าสู่แรงโน้มถ่วงของดาวต่างๆ
ความจริงดังกล่าวที่ว่า เหล็กไม่ได้กำเนิดบนโลก แต่มาจากการระเบิดของดาวฤกษ์ และเกิดเป็นอุกกาบาตในอวกาศส่งมายังโลก ตรงกับที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ข้อเท็จจริงที่เพิ่งมารู้กันเมื่อคริสศตวรรษที่ 7 นั้น อัลกุรอานได้ประกาศไว้ก่อนแล้ว
The Pair in Creation
อัลกุรอานใน ซูเราะฮ์ ยาซีน ความว่า
“มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดเป็นคู่ๆจากสิ่งที่แผ่นดินได้
(ให้มัน) งอกเงยขึ้นมา และจากตัวของพวกเขาเอง และจากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้”
(อัลกุรอาน 36:36)
แม้ว่าบทสรุปโดยทั่วไปที่กล่าวถึงเรื่องของ คำว่า”คู่” หรือ “สองสิ่ง”มักจะหมายถึง ชาย-หญิง, เพศผู้-เพศเมีย แต่โองการที่กล่าวว่า “จากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้” มีความหมายที่มากกว่านั้น และในปัจจุบัน หนึ่งในความหมายดังกล่าว ก็เป็นที่เข้าใจแล้ว
นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ชื่อ พอล ดิรัก (Paul Dirac) ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี 1933 จากการเสนอสมมติฐานว่าสิ่งต่างๆ ถูกสร้างมาเป็นคู่ๆ การค้นพบครั้งนี้เรียกว่า ปาริเต (Parite´) ซึ่งหมายถึง สิ่งต่างๆจะมีสิ่งที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามเป็นคู่กัน ตัวอย่างเช่น อิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบ มีสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ โปรตอนที่มีประจุบวก ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้มีระบุไว้ในแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่า
“…..ทุกอนุภาคมีอนุภาคที่มีประจุตรงกันข้าม… และความสัมพันธ์ที่ไม่มีความแน่นอนตายตัวนั้น บ่งบอกว่าการกำเนิดเป็นคู่และการสูญสิ้นเป็นคู่เกิดขึ้นในทุกเวลาทุกสถานที่ “ 8
Prof. Paul Dirac
THE RELATIVITY OF TIME
ในปัจจุบันนี้เรื่องสัมพันธภาพแห่งเวลาได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วจากทฤษฎีสัมพันธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในศตรรษที่ 20 แต่ก่อนนั้นมนุษย์ยังไม่รู้ว่าเวลามีมิติสัมพันธภาพ สามารถเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมได้ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ค้นพบข้อพิสูจน์เกี่ยวกับทฤษฎีสัมพันธภาพว่า เวลาขึ้นอยู่กับมวลและความเร็ว ในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติไม่มีใครสามารถสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้ได้มาก่อน
อย่างไรก็ตามอัลกุรอานได้กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับสัมพันธภาพของเวลาในซูเราะฮ์ อัลฮัจญ์ ความว่า
“และพวกเขาได้เร่งเร้าเจ้า ให้มีการลงโทษ แต่ว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น
จะไม่ทรงผิดสัญญาของพระองค์เป็นอันขาด และแท้จริง
วันนั้น ณ ที่พระเจ้าของเจ้านั้น เท่ากับหนึ่งพันปี ตามที่พวกเจ้าคำนวณนับ”
(อัลกุรอาน 22: 47)
เวลาเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้สังเกตทั้งสิ้น ขณะที่ช่วงเวลาหนึ่งดูเหมือนว่าจะยาวนาน สำหรับคนคนหนึ่ง แต่กลับสั้นสำหรับอีกคนหนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เราจึงต้องมีสิ่งที่บอกเวลา เช่น นาฬิกา หรือปฏิทิน เราจะไม่สามารถตัดสินเกี่ยวกับเวลาได้อย่างเที่ยงตรงเลย ถ้าปราศจากสองสิ่งนี้
ซูเราะฮ์ อัซซัจญดะฮ.
“พระองค์ทรงบริหารกิจการจากชั้นฟ้าสู่แผ่นดิน แล้วมันจะขึ้นไปสู่พระองค์ในวันหนึ่ง
ซึ่งกำหนดของมันเท่ากับหนึ่งพันปีตามที่พวกเจ้านับ”
(อัลกุรอาน 32:5)
ซูเราะฮ์ อัลมะอาริจญ์
“มาลาอิกะห์และอัรรูห์ (ญิบริล) จะขึ้นไปหาพระองค์
ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับห้าหมื่นปี (ของโลกดุนยานี้)”
(อัลกุรอาน 70:4)
บางอายะฮ์ในอัลกุรอาน บ่งบอกไว้ว่ามนุษย์สามารถรับรู้เวลาที่แตกต่างกัน บางครั้งมนุษย์จะรู้สึกว่าช่วงเวลาสั้นๆนั้นแสนยาวนาน ตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลมุอ.มินูน ความว่า
“พระองค์ ตรัสว่า พวกเจ้าพำนักอยู่ในแผ่นดินนี้เป็นจำนวนกี่ปี
พวกเขากล่าวตอบว่า เราพำนักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน
ขอพระองค์โปรดถามนักคำนวณที่เชี่ยวชาญเถิด พระองค์ตรัสว่า
พวกเจ้ามิได้พำนักอยู่ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากพวกเจ้ารู้
(อัลกุรอาน 23:112-114 )
การที่เรื่องสัมพันธภาพของเวลามีกล่าวไว้อย่างชัดเจนในอัลกุรอาน เป็นเวลา 14 ศตวรรษมาแล้วนั้น ยืนยันได้ว่าเพราะอัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า
THE PROPORTION OF RAIN
อัลกุรอานกล่าวถึงฝนที่ตกลงสู่พื้นโลกนั้นว่า มีปริมาณที่เหมาะสม ดังความในซูเราะฮ์ อัซซุครุฟ ความว่า
“และเป็นผู้ทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้าตามปริมาณ และด้วยน้ำนั้นเราได้ทำให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง
มีชีวิตชีวาขึ้น และเช่นนั้นแหละพวกเจ้าจะถูกให้ออกมา(จากกุบูร)”
(อัลกุรอาน 43:11)
เรื่องปริมาณของฝนนั้นมีการค้นพบโดยการวิจัยสมัยใหม่ ประมาณว่าในหนึ่งวินาทีมีปริมาณน้ำระเหยจากพื้นดิน 16 ล้านตัน ในหนึ่งปีมีจำนวนน้ำประมาณ 513 ล้านล้านตันที่ระเหยจากพื้นโลก เป็นปริมาณเท่ากับฝนที่ตกมาบนพื้นโลกในหนึ่งปี นั่นย่อมหมายความว่าการหมุนเวียนของน้ำในโลกมีปริมาณที่สมดุลและต่อเนื่องเป็นวงจร สรรพชีวิตบนโลกล้วนต้องอาศัยวงจรของน้ำนี้ แม้ในปัจจุบันมนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกก็ไม่สามารถทำให้เกิดวงจรของน้ำดังกล่าวได้
หากวันใดดุลยภาพนั้นเกิดการเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศครั้งใหญ่จนทำให้สิ่งมีชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ทำนองนี้ยังไม่เคยเกิด ทุกปีฝนก็ยังตกอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วยปริมาณที่แน่นอน เหมือนในโองการที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน
ในทุกๆปีปริมาณของน้ำที่ระเหยและตกลงสู่พื้นโลกในลักษณะของฝน จะมีปริมาณที่คงที่ 513 ล้านล้านตัน โดยปริมาณที่คงที่นั้น ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานในโองการที่ว่า “…น้ำลงมาจากฟากฟ้าตามปริมาณ” ปริมาณที่คงที่นี้มีความสำคัญมากความต่อเนื่องในการตกนั้น จะมีความสำคัญมากต่อระบบนิเวศวิทยาที่สมดุลและต่อสิ่งมีชีวิต.

THE FORMATION OF RAIN
การที่ฝนก่อตัวขึ้นได้อย่างไรนั้นเคยเป็นที่สงสัยมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งหลังจากมีการประดิษฐ์เครื่อง ตรวจวัดสภาพอากาศ เราจึงรู้ขั้นตอนที่ฝนก่อตัวขึ้น
การก่อตัวของฝนนั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรกนั้น ไอน้ำซึ่งเป็น ”วัตถุดิบ” ของฝน จะลอยตัวขึ้นสู่อากาศโดยการพัดพาลม หลังจากนั้นก็ก่อตัวขึ้นเป็นเมฆ และสุดท้ายก็กลายเป็นเม็ดฝนตกลงมา
อัลกุรอานได้อธิบายขั้นตอนการก่อตัวของฝนไว้ในซูเราะฮ์ อัรรูม ความว่า
“อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลาย แล้วมันได้รวมตัวกันเป็นเมฆ แล้วพระองค์ทรงให้มัน
แผ่กระจายไปตามท้องฟ้า เท่าที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงทำให้มันเป็นกลุ่มก้อน
แล้วเจ้าจะเห็นฝนตกลงมาจากท่ามกลางมัน เมื่อมันได้ตกลงมายังผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
จากปวงบ่าวของพระองค์ เมื่อนั้นพวกเขาก็ดีใจ”
(อัลกุรอาน 30:48)
เรามาพิจารณาถึงการก่อตัวของฝนตามหลักวิชาการ ทั้ง 3 ขั้นตอนที่กล่าวไว้ในอายะฮ์ดังกล่าวข้างต้น ดังนี้
ขั้นตอนแรก: “อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลาย...”
ฟองอากาศจำนวนมหาศาลที่เกิดในมหาสมุทรจะแตกตัวอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นอนุภาคเล็กๆของน้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยแรงลมจะพัดพาอนุภาคที่เต็มไปด้วยเกลือนี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอนุภาคของน้ำที่แขวนลอยอยู่ในอากาศนี้เรียกว่าแอโรซอล (Aerosol) ทำหน้าที่กักเก็บน้ำ โดยดึงไอน้ำที่อยู่รอบๆมาก่อตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ
ขั้นตอนที่สอง: “...แล้วมันได้รวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ แล้วพระองค์ทรงให้มันแผ่กระจายไปตามท้องฟ้าเท่าที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงทำให้มันเป็นกลุ่มก้อน...”
เมฆก่อตัวขึ้นจากไอน้ำที่เกาะอยู่รอบๆผลึกเกลือหรือฝุ่นละอองในอากาศ เนื่องจากหยดน้ำในเมฆนั้นมีขนาดเล็กมาก (โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 0.01 ถึง 0.02 มิลลิเมตร) จึงลอยอยู่ในอากาศได้ และกลายเป็นเมฆแผ่กระจายเต็มท้องฟ้า

ภาพนี้แสดงให้เห็นละอองน้ำที่ระเหยขึ้นสู่อากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการก่อตัวของฝน หลังจากนั้น ละอองน้ำเหล่านี้จะก่อตัวเป็นเมฆ และแขวนลอยอยู่ในอากาศก่อนที่จะกลั่นตัวเป็นเม็ดฝน ขั้นตอนทั้งหมดนี้ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน
ขั้นตอนที่สาม:“...แล้วเจ้าจะเห็นฝนตกลงมาจากท่ามกลางมัน...”
อนุภาคของน้ำที่อยุ่รอบๆผลึกเกลือและฝุ่นละอองจะควบแน่นแล้วก่อตัวเป็นเม็ดฝน เม็ดฝนที่มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ จะแยกตัวจากก้อนตกลงสู่พื้นดิน
จะเห็นได้ว่า ทุกๆขั้นตอนในการก่อตัวของฝนนั้นสอดคล้องกับอัลกุรอาน นอกจากนั้น ยังเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างถูกต้อง ปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกหลายอย่างในโลกก็เช่นกัน อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ให้คำอธิบายอย่างถูกต้องที่สุดไว้แล้วในอัลกุรอาน ให้มนุษย์ได้เรียนรู้หลายศตวรรษ ก่อนหน้าที่จะมีการศึกษาค้นพบเสียอีก
ยังมีอีกอายะฮ์หนึ่งที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อตัวของฝนดังนี้
ซูเราะฮ์ อันนูร
“เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงให้เมฆลอย แล้วทรงทำให้ประสานตัวกัน
แล้วทรงทำให้รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วเจ้าจะเห็นฝนโปรยลงมาจากกลุ่มเมฆนั้น
แล้วพระองค์ทรงให้มันตกลงมาจากฟากฟ้า มีขนาดเท่าภูเขา ในนั้นมีลูกเห็บ
แล้วพระองค์จะท& |