HOME ABOUT THIS SITE CONTACT US
Miracles of the Qur'an - Harun Yahya

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน

 



ความเข้าใจผิดเรื่องวิวัฒนาการ

PART FOUR: THE EVOLUTION MISCONCEPTION

ความนำ

Introduction

เราได้พิจารณาความมหัศจรรย์บางประการแห่งคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานสู่มวลมนุษยชาติ ด้วยพระเจ้าได้ประทานสัญญาณต่างๆว่า อัลกุรอาน คือเป็นคัมภีร์แห่งความจริงแท้ และได้เชิญชวนให้มวลมนุษย์ ใคร่ครวญถึงความจริงแท้นั้น. ประการสำคัญยิ่งที่พระองค์ทรงเน้นไว้ในอัลกุรอาน คือความเข้าใจของมนุษย์เรื่องการสร้างสรรค์ มวลสรรพสิ่งในโลก และการที่มนุษย์ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีแนวความคิดต่างๆที่ทำให้ผู้คนไม่รู้ความจริงเรื่องการสร้างสรรค์และพยายามที่จะเบี่ยงเบนพวกเขาจากศาสนาด้วยวิธีคิดที่ไร้เหตุผล

แนวความคิดดังกล่าวที่สำคัญคือ แนวความคิดวัตถุนิยม

ทฤษฎีดาร์วินหรือทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นแนวความคิดสำคัญที่คติวัตถุนิยมยึดถือเป็นพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในการอธิบายหลักการของตน ทฤษฎีนี้อ้างว่าสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่างบังเอิญ แต่ข้ออ้างนั้นก็ตกไปอย่างสิ้นเชิงโดยข้อเท็จจริงที่หนักแน่นว่าจักรวาลสร้างสรรค์โดยพระเจ้า

พระเจ้าทรงสร้างสรรค์จักรวาล และทรงออกแบบแม้รายละเอียดที่เล็กที่สุด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ทฤษฎีวิวัฒนาการจะอธิบายว่า กำเนิดของสิ่งมีชีวิตไม่ได้มาจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เกิดขึ้นจากเหตุบังเอิญ

ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อเราพิจารณาทฤษฎีวิวัฒนาการ เราจะพบว่าทฤษฎีนี้ตกไปเพราะการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบชีวิตมีความสลับซับซ้อนและน่าสนใจยิ่ง ยกตัวอย่างเช่นในโลกของสิ่งที่ไม่มีชีวิต เราจะสังเกตเห็นว่าความสมดุลของอะตอมนั้นเป็นเรื่องละเอียดมาก ยิ่งกว่านั้นในโลกของสิ่งมีชีวิตเราจะสังเกตเห็นการออกแบบที่ซับซ้อนให้อะตอมมาอยู่รวมกัน และความพิเศษของ กลไกและโครงสร้างของสิ่งต่างๆ เช่น โปรตีน เอนไซม์ และเซลล์ นั้นราวกับผลิตออกมาจากโรงงาน

ความพิเศษในการออกแบบชีวิต ทำให้ทฤษฎีดาร์วินตกไปอย่างสิ้นเชิงในปลายศตวรรษที่ 20

ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดมามากแล้วในการศึกษาของพวกเราและคงดำเนินต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเราคิดว่าการพิจารณาความสำคัญของเรื่องนี้ ถ้าจะสรุปสั้นๆไว้ตรงนี้ก่อนก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง

 

ความล้มเหลวทางวิชาการของดาร์วิน

The Scientific Collapse of Darwinism

 

ความเชื่อตามทฤษฎีวิวัฒนาการมีมานานย้อนไปถึงสมัยกรีก แต่ได้ก้าวหน้าอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 19 นี้ สิ่งสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีนี้กลายเป็นประเด็นหลักในโลกวิทยาศาสตร์ก็คือตำราของ ชาร์ลส ดาร์วิน ที่เขียนถึงเรื่อง จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต (The Original of Species) ที่ตีพิมพ์ ในปี ค.ศ 1859 ในหนังสือนี้ ชาร์ลส ดาร์วิน ได้ปฏิเสธว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกมิได้เกิดจากการสร้างสรรค์โดยเอกเทศของพระเจ้า เขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน แต่วิวัฒนาการไปตามกาลเวลาจนมีลักษณะที่ต่างกัน

ทฤษฎีของชาร์ลส ดาร์วิน ไม่ได้มีพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมทางวิทยาศาสตร์ และเขาก็ยอมรับว่ายังเป็นแค่เพียง “สมมติฐาน” ยิ่งไปกว่านั้น ตัวดาร์วินเอง ได้สารภาพไว้ในตำราของเขาในบทที่ชื่อ ความยากลำบากแห่งทฤษฎี” ว่าทฤษฎีของเขาไม่สามารถตอบคำถามสำคัญๆได้

ดาร์วิน ฝากความหวังของเขาทั้งหมดไว้กับการค้นพบของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเขาคาดว่าจะเป็นผู้เฉลย ”ความยากลำบากแห่งทฤษฎี” แต่ทว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ขยายมิติต่างๆก็กลับกลายเป็นข้อโต้แย้งสำหรับดาร์วินไป

ภาพหน้า 82 Charles Darwin (Add Picture Page 82 , Charles Darwin)

 

ข้อบกพร่องของดาร์วินในทางวิทยาศาสตร์ อาจจำแนกได้เป็น 3 ประเด็นดังนี้

  1. ทฤษฎีนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร
  2. ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถแสดงให้เห็นว่า “กลไกแห่งการวิวัฒนาการ“ ที่เสนอโดยทฤษฎีนี้จะเป็นไปได้
  3. การพิสูจน์ซากฟอสซิลพบข้อเท็จจริงที่แย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการ

 

ในตอนนี้เราจะพิจารณาทั้งสามประเด็นหลักไปตามหัวข้อต่อไปนี้

       


ปฐมเหตุแห่งชีวิต ขั้นตอนแรกเริ่มที่มีปัญหา

The First Insurmountable Step: The Origin of Life

 

ทฤษฎีวิวัฒนาการ เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายวิวัฒนาการมาจากเซลล์เดี่ยว ซึ่งปรากฏในระยะแรกเริ่มของโลก เมื่อสามพันแปดร้อยล้านปีที่ผ่านมา แต่การที่เซลล์เดี่ยวให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนนับล้าน ในกรณีที่มีการวิวัฒนาการจริง เหตุใดจึงไม่ปรากฏร่องรอยในซากฟอสซิล นี่คือคำถามที่ทฤษฎีนี้ไม่สามารถให้คำตอบได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญสุด ในกระบวนการวิวัฒนาการขั้นตอนแรกนั้นจะต้องตอบคำถามให้ได้ ว่า อะไรคือปฐมเหตุแห่งการเกิดของเซลล์เดี่ยวนี้

ทฤษฎีวิวัฒนาการปฏิเสธการสร้างสรรค์ และไม่ยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากความเหนือธรรมชาติ แต่ที่เชื่อว่าเซลล์แรกเริ่มเกิดขึ้นโดยบังเอิญตามกฎแห่งธรรมชาติ โดยปราศจากการออกแบบ แบบแผนและการจัดระเบียบใดๆ. ทฤษฎีนี้อ้างว่าด้วยวิธีการดังกล่าวสิ่งไม่มีชีวิตทำให้เกิดเซลล์สิ่งมีชีวิตขึ้นมาโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้ ขัดกับกฎทางชีววิทยาที่ยังไม่มีใครลบล้างได้เลย

 

ชีวิตมาจากชีวิต

"Life Comes from Life"

 

ดาร์วินไม่เคยอ้างอิงถึงการกำเนิดของชีวิตไว้ในตำราของเขาเลย ความเข้าใจพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในสมัยของเขาตั้งอยู่บน สมมุติฐานที่ว่าสิ่งมีชีวิต มีโครงสร้างที่แสนจะเรียบง่าย ในยุคกลาง ซึ่งเป็นสมัยของความเชื่อเรื่องการกำเนิดขึ้นเอง แนวคิดว่าสิ่งไม่มีชีวิตรวมตัวกันเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิตเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ผู้คนเชื่อกันว่าแมลงเกิดขึ้นได้จากเศษอาหาร และหนูเกิดขึ้นจากข้าวสาลี  มีการทดลองเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้ โดยเอาข้าวสาลีวางบนผ้าสกปรก เพราะเชื่อว่าหนูจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ในเวลาต่อมา ในทำนองเดียวกัน การที่หนอนเกิดจากเนื้อสัตว์ ก็เป็นข้อสนับสนุนความเชื่อเรื่องการกำเนิดขึ้นเอง อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา จึงเข้าใจกันได้ว่าหนอนไม่ได้เกิดขึ้นเองบนเนื้อ แมลงวันพามันมาในรูปของตัวอ่อนซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

แม้แต่ในเวลาที่ดาร์วิน ได้เขียนตำราเรื่อง จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต (The Origin of Species) ความเชื่อที่ว่าแบคทีเรียเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ก็ยังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในโลกวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม 5 ปีหลังจากที่หนังสือของ ดาร์วิน พิมพ์แพร่ออกมา ก็มีการค้นพบของ หลุยส์ ปาสเตอร์ ที่หักล้างความเชื่อซึ่งเป็นพื้นฐานของทฤษฏีวิวัฒนาการ ปาสเตอร์ สรุปข้อค้นพบหลังจากการศึกษาและทดลองที่เขากล่าว่า “การกล่าวอ้างว่าสิ่งไม่มีชีวิตสามารถเป็นปฐมเหตุของสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถูกฝังไว้ในประวัติศาสตร์อย่างไม่มีวันฟื้นคืนชีพได้เลย” 24

แต่ทว่าผู้สนับสนุนทฤษฏีวิวัฒนาการกลับไม่ยอมรับข้อค้นพบของ ปาสเตอร์ อยู่เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ได้ไขปริศนาเรื่องโครงสร้างอันสลับซับซ้อนของเซลล์สิ่งมีชีวิต ทำให้แนวความคิดที่กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นโดยความบังเอิญนั้นพบทางตันที่ใหญ่ยิ่ง

 

ความพยายามที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ในศตวรรษที่ 20

 

Inconclusive Efforts in the 20th Century

 

ในศตวรรษที่ 20 ผู้ที่เริ่มต้นศึกษาเรื่องกำเนิดชีวิตตามทฤษฎีวิวัฒนาการ คือ อเล็กซานเดอร์ โอพาริน (Alexander Oparin) นักชีววิทยาผู้มีชื่อเสียงชาวรัสเซีย โดยในช่วงทศวรรษ 1930 เขาได้พยายามที่จะพิสูจน์ว่าเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเองได้ แต่ทว่าการศึกษาของเขาก็ดูเหมือนจะล้มเหลว โดยที่โอพารินจำต้องกล่าวสารภาพว่า “น่าเสียดายที่ต้นกำเนิดของเซลล์นั้น ดูเหมือนจะยังคงเป็นคำถามที่เป็นส่วนที่มืดมนที่สุดจริงๆในทฤษฎีวิวัฒนาการ 25

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการรุ่นต่อมา ได้พยายามทำการทดลองต่างๆ เพื่อตอบปัญหาจุดกำเนิดของชีวิตต่อไป การทดลองที่รู้จักกันมากที่สุดได้แก่ การทดลองเมื่อปี 1953 ของ สแตนลี่ มิลเลอร์ นักเคมีชาวอเมริกัน มิลเลอร์ได้ทำการทดลองโดยรวมอากาศธาตุที่เขาอ้างว่ามีอยู่ในบรรยากาศช่วงกำเนิดโลก เมื่อเพิ่มพลังงานเข้าไปในส่วนผสมนั้น เขาก็สังเคราะห์ได้ออร์แกนิก โมเลกุล กรดอะมิโน ที่พบในโครงสร้างของโปรตีน

หลังจากนั้นเพียงสามปีต่อมา ปรากฏว่าการทดลองที่นำเสนอว่าเป็นก้าวที่สำคัญของทฤษฎีวิวัฒนาการกลับกลายเป็นเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้ กล่าวคือ บรรยากาศที่มิลเลอร์ใช้ในการทดลองนั้นมีความแตกต่างอย่างมากจากสภาพบรรยากาศจริงๆ ของโลก 26

หลังจากเงียบอยู่นานมิลเลอร์ก็ยอมรับออกมาว่า ที่เขาใช้ในการทดลองนั้นมิใช่บรรยากาศตามสภาพจริง 27

อาจกล่าวได้ว่านักวิวัฒนาการในศตวรรษที่ 20 ที่พยายามค้นหาคำอธิบายถึงกำเนิดของชีวิตนั้น ท้ายที่สุดก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ดังที่ เจอร์รี่ บาดา นักธรณีเคมีจากสถาบันซานดิเอโก สคริปปส์ (San Diego Scripps) ได้เขียนบทความลงในนิตยสารเอิร์ท (Earth Magazine) ปี 1998 โดยยอมรับว่า “วันนี้ขณะที่กำลังจะผ่านพ้นศตวรรษที่ 20 ไปเราก็ยังคงมีปัญหาสำคัญที่สุด ที่มืดมนมาตั้งแต่เมื่อเราเริ่มเข้าสู่ศตวรรษนี้ว่า ชีวิตกำเนิดขึ้นมาบนผืนพิภพนี้ได้อย่างไร?”28

 

โครงสร้างอันซับซ้อนของชีวิต

The Complex Structure of Life

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการต้องพบทางตันในการค้นหาจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตก็คือ แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีความซับซ้อนใด ๆ กลับประกอบด้วยโครงสร้างอันสลับซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ เราจะเห็นได้ว่าเซลล์ของสิ่งมีชีวิตนั้นมีความซับซ้อนกว่าผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีใด ๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น ทุกวันนี้แม้กระทั่งห้องทดลองที่มีความทันสมัยมากที่สุดในโลกก็ยังไม่สามารถสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจากการประกอบสิ่งไม่มีชีวิตเข้าด้วยกัน

เงื่อนไขจำเป็นในการสร้างเซลล์นั้นมีมากมายเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยการเกิดขึ้นจากความบังเอิญ ความเป็นไปได้ที่โปรตีนซึ่งเป็นหน่วยย่อยของเซลล์ จะถูกสังเคราะห์โดยบังเอิญนั้นมีเพียง 1 ใน 10 950  สำหรับโปรตีน 1 หน่วยที่ประกอบขึ้นจาก กรดอะมิโน 500 ตัว หากคิดในเชิงคณิตศาสตร์ก็จะพบว่าความเป็นไปได้นั้นจะน้อยกว่า เศษ 1 ส่วน 1050 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

โมเลกุลของ DNA ที่บรรจุข้อมูลพันธุกรรมซึ่งอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่มีข้อมูลมากมายอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว โดยมีการคำนวณกันว่าหากนำข้อมูลที่มีอยู่ใน DNA มาเขียน จะได้ห้องสมุดขนาดใหญ่ ที่มีสารานุกรม 900 เล่ม โดยแต่ละเล่มต้องมีความหนาถึง 500 หน้า

ปัญหาที่สำคัญยิ่งก็ปรากฏขึ้น ณ จุดนี้ กล่าวคือ ในกระบวนการถอดแบบพันธุกรรมจาก DNA นั้นจะต้องใช้โปรตีน (เอนไซม์) เฉพาะเท่านั้น และการสังเคราะห์เอนไซม์ ก็จำเป็นจะต้องอาศัยรหัสที่ประกอบอยู่ใน DNA เท่านั้นเช่นกัน ด้วยเหตุที่เอนไซม์และ DNA ต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันจึงต้องปรากฏขึ้นพร้อม ๆ กันในกระบวนการถอดแบบ ข้อค้นพบนี้ ทำให้สมมุติฐานที่ว่า สิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นมาเองนั้น ถึงทางตันและจุดจบ

ศาสตราจารย์ เลสลี่ ออร์เกล นักวิวัฒนาการผู้มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัยซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ยอมรับความจริงข้อนี้ในนิตยสาร Scientific American ฉบับเดือนกันยายน 1994 โดยกล่าวว่า

เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่โปรตีนและกรดนิวคลิอิก (Nucleic) ซึ่งต่างก็มีโครงสร้างสลับซับซ้อน จะเกิดขึ้นเองในเวลาและสถานที่เดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันที่จะมีสิ่งหนึ่งโดยปราศจากอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นหากพิจารณาเพียงผิวเผินก็อาจสรุปได้ว่าตามความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตไม่สามารถก่อกำเนิดโดยกระบวนการทางทางเคมีได้เลย 29


คำอธิบายใต้ภาพ:      

 

ความจริงประการหนึ่งที่ยืนยันความเป็นไปไม่ได้ของทฤษฎีวิวัฒนาการ คือ ความสลับซับซ้อนของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งคือ โมเลกุลของ DNA ที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย DNA เป็นแหล่งข้อมูล ประกอบด้วยโมเลกุลต่างกัน 4 ชนิด ที่มีการเรียงลำดับที่แตกต่างกัน แหล่งข้อมูลนี้บรรจุรหัสของลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตเข้าไว้ และเมื่อถอดรหัสพันธุกรรมออกมา คำนวณว่าจะมีความยาวเท่ากับสารานุกรมประมาณ 900 เล่ม ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าข้อมูลที่มีมากมายเพียงนี้จะลบล้างแนวคิดเรื่องความบังเอิญได้

 

แน่นอนหากเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ต้องยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเกิดขึ้นจาก “การสร้างสรรค์” ของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ในที่สุดทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งมีจุดประสงค์หลักที่จะปฏิเสธ “การสร้างสรรค์” ก็จะ ถูกลบล้างโดยความจริงข้อนี้ได้อย่างสิ้นเชิง

 

 

กลไกอันเพ้อฝันของทฤษฎีวิวัฒนาการ

Imaginary Mechanisms of Evolution

 

ประเด็นสำคัญประเด็นที่สองที่แย้งทฤษฎีของดาร์วินคือ แนวคิดทั้งสองตาม “กลไกของวิวัฒนาการ” นั้น มิได้มีพลังในการเกิดวิวัฒนาการใดๆ

ดาร์วินอิงทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาเข้ากับกลไก “การเลือกสรรของธรรมชาติ” ดังปรากฏเป็นชื่อในหนังสือของเขาว่า “จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต, โดยวิธีการเลือกสรรของธรรมชาติ

ตามแนวคิดเรื่องการเลือกสรรของธรรมชาตินั้น สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและเหมาะสมต่อสภาพธรรมชาติจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในภาวะการต่อสู้แย่งชิง ตัวอย่างเช่น ฝูงกวางที่อาศัยอยู่อย่างเสี่ยงภัยจากสัตว์ป่าอื่นๆนั้น จะต้องสามารถวิ่งได้รวดเร็วจึงจะอยู่รอด ดังนั้นกวางในฝูงแต่ละตัวจึงมีร่างกายแข็งแรงและวิ่งเร็ว แต่อย่างไรก็ตามกลไกนี้ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้กวางวิวัฒนาการและกลายไปเป็นสัตว์ชนิดอื่น เช่น ม้า ได้เลย

ดังนั้นกลไกการเลือกสรรของธรรมชาติ จึงไม่มีพลังใดๆที่สามารถทำให้เกิดวิวัฒนาการได้ ดาร์วินเองก็ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดีดังได้กล่าวไว้ในหนังสือ จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ของเขาว่า:

 การเลือกสรรของธรรมชาติจะไม่มีผลใดๆ จนกว่าลักษณะความผันแปรที่เหมาะสมจะบังเอิญเกิดขึ้น

 

ผลกระทบของลามาร์ค

Lamarck's Impact

 

“ลักษณะความผันแปรที่เหมาะสม” จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ดาร์วินพยายามอธิบายคำถามนี้จากความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยของเขา โดยการอ้างอิงถึงนักชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ชื่อ ลา มาร์ค (Lamarck) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงก่อนดาร์วิน สิ่งมีชีวิตจะส่งผ่านลักษณะเฉพาะที่ตนเองมีอยู่ในช่วงชีวิตไปยังรุ่นถัดไป ลักษณะเหล่านี้จะสะสมจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมา ตัวอย่างที่ลามาร์คกล่าวไว้คือ ยีราฟมีวิวัฒนาการมาจากละมั่ง เมื่อมันต้องพยายามดิ้นรนหาใบไม้ตามต้นไม้สูงๆกิน คอของมันก็ยืดขยายมากขึ้นจากรุ่นแล้วรุ่นเล่า

ดาร์วินเองก็ได้ยกตัวอย่างไว้ในหนังสือของเขาว่า หมีบางชนิดหากินในน้ำทำให้มันวิวัฒนาการเป็นปลาวาฬไปในที่สุด

แต่ทว่ากฎการสืบทอดทางพันธุกรรมซึ่งค้นพบโดยเมนเดลและได้รับการพิสูจน์โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมในศตวรรรษที่ 20 ได้ลบล้างตำนานความเชื่อนี้ไปโดยสิ้นเชิง การเลือกสรรของธรรมชาติจึงไม่อาจเป็นกระบวนการของทฤษฎีวิวัฒนาการได้

 

นีโอ ดาร์วิน และการกลายพันธุ์

Neo-Darwinism and Mutations

เพื่อที่จะหาทางออก ผู้นิยมทฤษฎีดาร์วิน จึงได้เสนอแนวคิด “ทฤษฎีการสังเคราะห์สมัยใหม่ หรือรู้จักกันในชื่อว่า นีโอ ดาร์วิน ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 นีโอ ดาร์วินได้เสนอทฤษฎีการกลายพันธุ์ (Mutations) ว่า พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตจะเปลี่ยนรูปไปเพราะปัจจัยภายนอก เช่น กัมมันตรังสี หรือข้อผิดพลาดในการถ่ายแบบพันธุกรรมซึ่งอาจทำให้เกิดลักษณะที่เหมาะสม นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ

ในปัจจุบัน นีโอ ดาร์วิน คือทฤษฎีที่เป็นแบบฉบับของแนวคิดเรื่องการวิวัฒนาการ เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลกนี้ก่อร่างมาโดยที่อวัยวะที่สลับซับซ้อนของสิ่งมีชีวิต เช่น หู ตา และอื่นๆ ได้ผ่านกระบวนการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องทางพันธุกรรม แต่ทว่าทฤษฎีนี้ได้ถูกลบล้างอย่างสิ้นเชิงโดยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์:การกลายพันธุ์ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต ในทางตรงกันข้าม กลับก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

เหตุผลง่ายๆก็คือว่า DNA มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนและผลกระทบโดยเหตุบังเอิญนั้นเป็นไปได้ แต่จะก่อให้เกิดอันตรายเท่านั้น นักพันธุกรรมศาสตร์ชาวอเมริกา บี จี รังกะนาธาน (B.G. Ranganathan) ได้อธิบายไว้ดังต่อไปนี้

การกลายพันธุ์เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เกิดโดยบังเอิญและมีอันตราย แต่ก็ยากที่จะเกิด ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ไม่มีผลกระทบใดๆ แสดงให้เห็นว่าการกลายพันธุ์ไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาด้านวิวัฒนาการใดๆ การกลายพันธุ์นั้นถ้าไม่ไร้ ผลก็เป็นอันตราย เช่น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในนาฬิกาเรือนหนึ่งไม่ได้ทำให้นาฬิกาเรือนนั้นทำงานดีขึ้นเลย มันอาจจะเกิดอันตราย หรือไม่ก็ไม่เกิดผลกระทบใดๆเลย การเกิดแผ่นดินไหวไม่ทำให้เกิดผลดีต่อบ้านเมือง แต่กลับก่อให้เกิดความเสียหาย32

ไม่น่าประหลาดใจเลยที่ไม่มีตัวอย่างในเรื่องของการกลายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งๆที่หวังกันว่าจะเป็นการพัฒนาพันธุกรรม การกลายพันธ์ล้วนเป็นอันตราย ที่กล่าวกันว่าเป็นกลไกของการวิวัฒนาการนั้น ที่จริงมีผลต่อพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตและอาจทำให้พิการได้ (ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่รู้จักกันโดยทั่วไปของสิ่งมีชีวิตก็คือ มะเร็งนั่นเอง) วิธีการที่ก่อให้เกิดการสูญเสียไม่น่าจะเป็นวิธีของการวิวัฒนาการได้เลย การเลือกสรรของธรรมชาติก็ไม่สามารถสัมฤทธิผลได้ด้วยตัวมันเอง ดังที่ ดาร์วินได้กล่าวยอมรับไว้แล้ว ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เราเห็นว่า ไม่มีกลไกของการวิวัฒนาการอยู่จริงในธรรมชาติ ดังนั้นกระบวนการที่เพ้อฝันที่เรียกว่า การวิวัฒนาการจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วย

 

 

หลักฐานจากซากฟอสซิล

ไม่มีร่องรอยของรูปร่างในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง

The Fossil Record:

No Sign of Intermediate Forms

 

สิ่งที่ยืนยันว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ก็คือ หลักฐานจากซากฟอสซิล

ทฤษฎีวิวัฒนาการเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเกิดมาจากบรรพบุรุษ หรือสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลายไปเป็นสิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างก็เกิดในลักษณะนี้ โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวต้องใช้เวลานับล้านๆปี

ถ้าเป็นจริงตามนั้นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากน่าจะยังคงมีให้เห็นอยู่

ตัวอย่างเช่น น่าจะมีสัตว์ครึ่งปลาครึ่งสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานเพิ่มขึ้นจากลักษณะของปลาที่มันมีอยู่เดิม หรือน่าจะมีสัตว์ครึ่งนกครึ่งสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ลักษณะของนกเพิ่มขึ้นจากลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานที่มันมีอยู่เดิม ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านี้อยู่ในระยะของการเปลี่ยนแปลงตามลำดับขั้น มันก็น่าจะมีลักษณะของความบกพร่อง, ไม่สมบูรณ์ หรือพิการอยู่ นักวิวัฒนาการพวกนี้ได้อ้างถึงสัตว์ในจินตนาการซึ่ง